วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

"การขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) สำหรับ คนไทยในประเทศอังกฤษ"

 "การขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) สำหรับ คนไทยในประเทศอังกฤษ"











▪️ใครบ้างที่สามารถขอวีซ่าเชงเก้นจากที่อังกฤษได้ ?
# คนที่มีวีซ่า leave to remain, วีซ่านักเรียน​ ผู้ที่ถือBRP การ์ด


▪️ สถานที่ขอวีซ่าเชงเก้น
# ขอได้จากทุกสถานทูตหรือที่ขอวีซ่าของทุกประเทศในเครือยุโรปที่นับรวมอยู่ในเชงเก้นเช่น
เยอรมนี ออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก สเปน เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ ฮังการี ไอซ์แลนด์ อิตาลี ลัตเวีย ลิกเตนสไตน์ ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย สโลวีเนีย สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์



 
▪️ การวางแผนขอวีซ่า

1. ถ้าไปประเทศเดียว ก็ยื่นที่ประเทศที่เราจะไปเท่านั้น
2. ถ้าไปหลายประเทศ ให้ยื่นขอวีซ่าที่ประเทศที่ต้องการพำนักอยู่นานที่สุด
3. ถ้าไปหลายประเทศ แล้วระยะเวลาทั้งสองเท่ากัน ให้ยื่นขอวีซ่าที่ประเทศแรกที่เราต้องการบินไปลง



 
▪️ ขั้นตอนการขอวีซ่า
1. ขั้นตอนแรก ทำการสร้างแอคเคาท์ออนไลน์ในเวปไซต์​ของประเทศที่ต้องการเดินทาง
2. เริ่มทำตามขั้นตอนกรอกข้อมูลต่างๆ เลือกสถานที่ที่จะยื่น เช่น London Manchester และ Edinburg
3. หลังจากกรอกข้อมูลต่างๆเรียบร้อยแล้ว ให้เลือกวันที่และเวลาที่สะดวกในการยื่นเอกสาร



 
▪️ สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อจะไปขอวีซ่า
1. ใบ application ที่กรอกข้อมูลครบถ้วนแล้ว
2. ใบนัดวันเวลาที่จะยื่นเอกสารทำวีซ่า ซึ่งจะมีการจัดส่งมาทางอีเมลหลังจากกรอกข้อมูลทุกอย่างในเว็บเรียบร้อยแล้ว​
3. passport ตัวจริง และ copy
4. BRP ตัวจริง และ copy
5. student letter from university (ในกรณีนักศึกษา)​
6. รูป 3.5 cm x 4.5 cm ถ่ายมาไม่เกิน 6 เดือน 7.​ ใบรับรอง บัญชีธนาคาร
8. ตั๋วไปกลับ จะเป็นตั๋วเครื่องบิน รถไฟหรือรถบัสก็ได้
9. เอกสารประกันการเดินทาง
10. หลักฐานที่พักที่เราจะไปอยู่ตลอดทั้งทริป เราสามารถจองแบบ free cancelation ไปก่อนได้






ที่มา    เครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร Thai women network in the UK




อยู่ยังไงในอังกฤษ UK

Life in the UK Test Handbook ชีวิตตามคู่มือแบบทดสอบสหราชอาณาจักร

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565

มาตรการเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไป

 มาตรการเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไป

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับมาตรการเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไป ดังนี้

การพิจารณา Thailand Pass จะใช้เวลา 3-7 วัน ขอแนะนำให้ผู้เดินทางวางแผนการเดินทาง ให้สอดคล้องกับระยะเวลาในการรอรับผลการพิจารณาของ Thailand Pass

1 ผู้ที่สามารถเดินทางเข้าไทยได้แบบ TEST & GO (กักตัวในวันที่ 1) เพื่อรอผลตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR)

  • ผู้เดินทางจากทุกประเทศสามารถเดินทางเข้าไทยแบบ Test & Go (TG) ได้

  • ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส ไม่น้อยกว่า 14 วัน ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย (นับวันที่ฉีดวัคซีนโดสที่ 2 เป็นวันที่ 0 และวันถัดมาเป็นวันที่ 1)  

  • ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 เกิน 3 เดือน และได้รับวัคซีน 1 โดส ไม่น้อยกว่า 14 วันก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย (นับวันที่ฉีดวัคซีนเป็นวันที่ 0 และวันถัดมาเป็นวันที่ 1)

  • ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสก่อนติดเชื้อโควิด-19 และติดเชื้อโควิด-19 มาแล้วไม่น้อยกว่า 14 วัน ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย ซึ่งมีเอกสารใบรับรองจากแพทย์ว่า หายจากโรคโควิด-19 และไม่มีอาการของโรคโควิด-19 แล้ว

    สามารถตรวจสอบรายชื่อวัคซีนที่ไทยให้การรับรองได้ที่ https://bit.ly/34J1mdZ

  • ที่มีอายุระหว่าง 6-11 ปี ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน แต่เดินทางเข้าไทยพร้อมผู้ปกครองที่ฉีดวัคซีนครบ

  • ผู้ที่มีอายุระหว่าง 12-17 ปี ที่ได้รับวัคซีนที่ไทยรับรอง 1 เข็ม สามารถเดินทางเข้าไทยด้วยตนเองได้ หากยังไม่ได้รับวัคซีนต้องเดินทางพร้อมผู้ปกครองที่ฉีดวัคซีนครบ

1.1 ผู้ที่เดินทางเข้าไทยแบบ TEST & GO จะต้องดำเนินการดังนี้

    • มีบัตรโดยสารเครื่องบิน และเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยานนานาชาติ หรือเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านทางท่าเรือเกาะสมุย

    • มีหลักฐานการจองโรงแรม SHA Extra + หรือโรงแรม Alternative Quarantine (AQ) 1 คืน ในวันที่ 1 โดยโรงแรมจะต้องอยู่ห่างจากสนามบินไม่เกิน 5 ชม. และมีหลักฐานการจองโรงแรมที่ระบุว่า ชำระเงินเต็มจำนวน พร้อมรวมค่าตรวจ RT-PCR และรถรับส่งจากสนามบิน-โรงแรม

      ทั้งนี้ ผู้เดินทางจะต้องตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR ในวันที่เดินทางถึงประเทศไทย (วันที่ 1) โดยรอผลตรวจที่โรงแรมเป็นเวลา 1 วัน เมื่อผลตรวจโควิด-19 เป็นลบ สามารถออกจากห้องพักและเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่อื่น ๆ ได้ หลังจากนั้นจะต้องตรวจโควิด-19 แบบ ATK (Antigen Test Kit) ในวันที่ 5

      รายชื่อโรงแรม SHA Extra+: https://web.thailandsha.com/shaextraplus
      รายชื่อโรงแรม AQ: http://hsscovid.com/

      ท่านสามารถจองโรงแรมได้ทาง: 

    • ผู้ใช้หนังสือเดินทางต่างชาติเดินทางเข้าไทยต้องมีประกันสุขภาพในวงเงินไม่น้อยกว่า 20,000 USD
      (ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยไม่ต้องมีประกันสุขภาพ) สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ที่ https://covid19.tgia.org/

    • ลงทะเบียนในระบบ Thailand Pass ทาง tp.consular.go.th ล่วงหน้าอย่างน้อย 3-7 วันก่อนเดินทาง โดยท่านจะต้องกรอกข้อมูลอัพโหลดเอกสารที่เกี่ยวข้อง เมื่อท่านลงทะเบียนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ท่านจะได้รับ Thailand Pass QR code เพื่อใช้เดินทางเข้าประเทศไทย ทั้งนี้ ผู้เดินทางจะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าโรงแรม AQ หรือ SHA Extra+ จำนวน 1 คืน ซึ่งรวมการตรวจ RT-PCR 1 ครั้ง และค่าพาหนะ airport pick up ในระบบ Thailand Pass

      Thailand Pass คืออะไร https://bit.ly/3jRv5Wk


    • ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 แล้วไม่น้อยกว่า14 วัน สามารถใช้ใบรับรองว่าหายจากโรคโควิด-19 (recovery certificate) หรือใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่า หายจากโควิด-19 หรือไม่มีอาการ (asymptomatic) เพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย 

    • ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีน สามารถเดินทางเข้าไทยในรูปแบบเดียวกับผู้ปกครอง เมื่อเดินทางถึงไทยสามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยน้ำลาย (saliva testing)


2 การเดินทางเข้าประเทศไทย โดยการพำนักและท่องเที่ยวในพื้นที่ Sandbox เป็นเวลา 5 วัน 

  • พื้นที่ Sandbox เพื่อการท่องเที่ยว ได้แก่

    • จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดพังงา เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต หรือผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยแวะต่อเครื่องบินไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยไม่ออกจากพื้นที่ transit ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเดินทางต่อด้วยเที่ยวบินแบบ sealed route (PG 5275 หรือ PG 5279 ) ไปยังภูเก็ต ทั้งนี้ บัตรโดยสารเครื่องบินจะต้องระบุทั้งเที่ยวบินจากต่างประเทศเข้าไทย และเที่ยวบิน sealed route ใน booking เดียวกัน   

    • จังหวัดกระบี่ เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ หรือท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ (ต้องบินจากต่างประเทศตรงเข้าสู่ท่าอากาศยานภูเก็ต กระบี่ หรือหาดใหญ่เท่านั้น ไม่สามารถ Transit หรือต่อเครื่องภายในประเทศไทยได้)
    • จังหวัดสุราษฏ์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า) เดินทางเข้าประเทศไทยผ่าน (1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (แวะต่อเครื่องบินไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยไม่ออกจากพื้นที่ transit ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) และเดินทางต่อด้วยเที่ยวบินแบบ sealed route (PG5125 หรือ PG5171 ไปยังสมุย) ทั้งนี้ บัตรโดยสารเครื่องบินจะต้องระบุทั้งเที่ยวบินจากต่างประเทศเข้าไทย และเที่ยวบิน sealed route ใน booking เดียวกัน หรือ (2) ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่

      ผู้ที่เดินทางเข้าพื้นที่ Sandbox จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และสุราษฎร์ธานี สามารถเดินทางระหว่างพื้นที่ดังกล่าวในช่วง 5 วันที่พักอยู่ในพื้นที่ Sandbox ได้ 

    • จังหวัดชลบุรี (เฉพาะเมืองพัทยา อำเภอบางละมุง ศรีราชา เกาะสีชัง อำเภอสัตหีบ เฉพาะ ตำบลนาจอมเทียนและบางเสร่)
    • จังหวัดตราด (เฉพาะเกาะช้าง)
    • จังหวัดสงขลา เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่

2.1 ผู้ที่สามารถเดินทางเข้าพื้นที่ Sandbox 

  • ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส ไม่น้อยกว่า 14 วัน ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย (นับวันที่ฉีดวัคซีนโดสที่ 2 เป็นวันที่ 0 และวันถัดมาเป็นวันที่ 1)  

  • ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 และได้รับวัคซีน 1 โดส ไม่น้อยกว่า 14 วันก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย (นับวันที่ฉีดวัคซีนเป็นวันที่ 0 และวันถัดมาเป็นวันที่ 1)

  • ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสก่อนติดเชื้อโควิด-19 และติดเชื้อโควิด-19 มาแล้วไม่น้อยกว่า 14 วัน ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย ซึ่งมีเอกสารใบรับรองจากแพทย์ว่า หายจากโรคโควิด-19 และไม่มีอาการของโรคโควิด-19 แล้ว

    สามารถตรวจสอบรายชื่อวัคซีนที่ไทยให้การรับรองได้ที่ https://bit.ly/34J1mdZ

  • ผู้ที่มีอายุระหว่าง 6-11 ปี ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน แต่เดินทางเข้าไทยพร้อมผู้ปกครองที่ฉีดวัคซีนครบ

  • ผู้ที่มีอายุระหว่าง 12-17 ปี ที่ได้รับวัคซีนที่ไทยรับรอง 1 เข็ม สามารถเดินทางเข้าไทยด้วยตนเองได้ หากยังไม่ได้รับวัคซีนต้องเดินทางพร้อมผู้ปกครองที่ฉีดวัคซีนครบ

2.2 การเดินทางเข้าประเทศไทยแบบ Sandbox จะต้องกำเนินการ ดังนี้

    • มีหลักฐานการจองโรงแรม SHA Extra+/AQ 5 คืน ในพื้นที่ Sandbox (หรือตามจำนวนวันที่พักจริง หากเดินทางออกจากประเทศไทยก่อน 5 วัน) และมีหลักฐานการชำระเงินเต็มจำนวน พร้อมค่าตรวจ RT-PCR 1 ครั้ง และรถรับส่งจากสนามบิน-โรงแรม ทั้งนี้ ผู้เดินทางจะต้องตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR 1 ครั้ง โดยผู้เดินทางจะต้องตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCT  ครั้งแรกในวันที่เดินทางถึงประเทศไทย และครั้งที่สองตรวจแบบ ATK (Antigen Test Kit) ในวันที่ 4-5

      สำหรับจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และสุราษฎร์ธานี สามารถจองโรงแรมในพื้นที่ Sandbox ได้ ไม่เกิน 3 โรงแรม ในช่วง 5 วัน

    • หากโรงแรมที่จอง ไม่ได้รวมค่าบริการการตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR จำนวน 1 ครั้ง ผู้เดินทางสามารถจองและชำระเงินค่าตรวจโควิด-19 สำหรับการตรวจผ่านเว็บไซต์ thailandpsas.com

      รายชื่อโรงแรม SHA Extra+: https://web.thailandsha.com/shaextraplus
      รายชื่อโรงแรม AQ: http://hsscovid.com/

      ท่านสามารถจองโรงแรมได้ทาง: 

    • ผู้ใช้หนังสือเดินทางต่างชาติเดินทางเข้าไทยต้องมีประกันสุขภาพในวงเงินไม่น้อยกว่า 20,000 USD
      (ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยไม่ต้องมีประกันสุขภาพ) สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ที่ https://covid19.tgia.org/

    • ลงทะเบียนในระบบ Thailand Pass ทาง tp.consular.go.th ล่วงหน้าอย่างน้อย 3-7 วันก่อนเดินทาง โดยท่านจะต้องกรอกข้อมูลอัพโหลดเอกสารที่เกี่ยวข้อง เมื่อท่านลงทะเบียนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ท่านจะได้รับ Thailand Pass QR code เพื่อใช้เดินทางเข้าประเทศไทย

    • ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 แล้วไม่น้อยกว่า14 วัน สามารถใช้ใบรับรองว่าหายจากโรคโควิด-19 (recovery certificate) หรือใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่า หายจากโควิด-19 หรือไม่มีอาการ (asymptomatic) เพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย 

    • ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีน สามารถเดินทางเข้าไทยในรูปแบบเดียวกับผู้ปกครอง เมื่อเดินทางถึงไทยสามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยน้ำลาย (saliva testing)

3 ผู้ที่เดินทางเข้าไทยแบบ Alternative Quarantine (AQ) 
 

  • ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ สามารถเข้าพักในโรงแรม AQ หรือสถานที่ที่ราชการกำหนด เป็นเวลา 5 วัน โดยตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ RT-PCR ในวันที่ 4-5

  • ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือรับวัคซีนไม่ครบ ต้องเข้าพักในโรงแรม AQ หรือสถานที่ที่ราชการกำหนด เป็นเวลา 5 วัน โดยตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ RT-PCR ในวันที่ 4-5


   ผู้ที่เดินทางเข้าไทยแบบ Alternative Quarantine (AQ) จะต้องดำเนินการ ดังนี้
 

    • เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เท่านั้น

    • มีหลักฐานการจองโรงแรม Alternative Quarantine 5 คืน และหลักฐานการชำระเงินเต็มจำนวนทั้งนี้ ผู้เดินทางจะต้องตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR 1 ครั้ง

      รายชื่อโรงแรม AQ: http://hsscovid.com/
    • ท่านสามารถจองโรงแรมได้ทาง: 

    • ผู้ใช้หนังสือเดินทางต่างชาติเดินทางเข้าไทยต้องมีประกันสุขภาพในวงเงินไม่น้อยกว่า 20,000 USD
      (ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยไม่ต้องมีประกันสุขภาพ) สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ที่ https://covid19.tgia.org/

    • ลงทะเบียนในระบบ Thailand Pass ทาง tp.consular.go.th ล่วงหน้าอย่างน้อย 3-7 วันก่อนเดินทาง โดยท่านจะต้องกรอกข้อมูลอัพโหลดเอกสารที่เกี่ยวข้อง เมื่อท่านลงทะเบียนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ท่านจะได้รับ Thailand Pass QR code เพื่อใช้เดินทางเข้าประเทศไทย ทั้งนี้ ผู้เดินทางจะต้องแนบหลักฐานการชำระเงินค่าโรงแรม AQ  จำนวน 5 คืน ซึ่งรวมการตรวจ RT-PCR 1 ครั้ง และค่าพาหนะ airport pick up ในระบบ Thailand Pass

    • ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 แล้วไม่น้อยกว่า 14 วัน สามารถใช้ใบรับรองว่าหายจากโรคโควิด-19 (recovery certificate) หรือใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่า หายจากโควิด-19 หรือไม่มีอาการ (asymptomatic) เพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย

    • ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีน สามารถเดินทางเข้าไทยในรูปแบบเดียวกับผู้ปกครอง เมื่อเดินทางถึงไทยสามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยน้ำลาย (saliva testing)



ที่มา   ::   https://oslo.thaiembassy.org/th/  ,   https://madamelondon1.blogspot.com/2022/04/test-go.html




วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร

 ภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร 




ขั้นตอนการวางแผนภาษีที่เหมาะสมสำหรับผู้อยู่อาศัยในสหราชอาณาจักรและนอกสหราชอาณาจักร


ภาษีมรดกของสหราชอาณาจักรควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ และบุคคลทุกคนที่มีทรัพย์สินในสหราชอาณาจักรควรเป็นผู้วางแผนภาษีอย่างเหมาะสม ไม่ใช่แค่ผู้ที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

 


ภาษีมรดกของสหราชอาณาจักรคืออะไร?



เมื่อเสียชีวิต ภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร (IHT) จะอยู่ที่ 40%

 

IHT คือภาษีสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่ถือไว้ตอนเสียชีวิต และของขวัญบางอย่างที่ทำขึ้นในช่วงชีวิต (ที่สำคัญที่สุดของขวัญเหล่านั้นทำน้อยกว่า 7 ปีก่อนเสียชีวิต)

 

อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนหนึ่งสามารถส่งต่อแบบปลอดภาษีได้ สิ่งนี้เรียกว่า 'ค่าเผื่อปลอดภาษี' หรือ 'แบนด์อัตราศูนย์

 

บุคคลแต่ละคนมีค่าเผื่อภาษีมรดกปลอดภาษี 325,000 ปอนด์สเตอลิงก์ ค่าเผื่อนี้ยังคงเหมือนเดิมตั้งแต่ปี 2010-11 ในกรณีของคู่สมรสที่แต่งงานแล้ว เงินช่วยเหลือปลอดภาษีนี้สามารถส่งต่อไปยังคู่สมรสที่รอดตายได้ ซึ่งหมายความว่าหลังจากที่พวกเขาเสียชีวิต อสังหาริมทรัพย์จะได้รับเงินช่วยเหลือปลอดภาษี 650,000 ปอนด์

 


ค่าเผื่อเพิ่มเติมเป็นศูนย์



บุคคลที่เสียชีวิตหลังจากวันที่ 6 เมษายน 2017 โดยมีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์มากกว่าค่าปลอดภาษี 325,000 ปอนด์ เนื่องจากมูลค่าบ้านที่ส่งต่อให้บุตรหลาน อาจส่งต่อเงินช่วยเหลือปลอดภาษีเพิ่มเติมได้ ในปีภาษี 2020 – 2021 จำนวนเงินเพิ่มเติมนี้คือ 175,000 ปอนด์ต่ออสังหาริมทรัพย์

 


ของขวัญตลอดชีพ


ของขวัญที่ทำขึ้นมากกว่าเจ็ดปีก่อนเสียชีวิต โดยไม่มีการรักษาผลประโยชน์ (เช่น การดำเนินชีวิตต่อในทรัพย์สินที่มีพรสวรรค์โดยไม่เสียค่าเช่า) จะไม่รวมอยู่ในมรดกของผู้ตาย ของขวัญที่ทำขึ้นภายในเจ็ดปี ในกรณีส่วนใหญ่ จะถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดก

 


ค่าของขวัญ


มีค่าเผื่อของขวัญบางอย่างที่สามารถใช้ได้ปีต่อปี ซึ่งกฎเจ็ดปีไม่มีผลบังคับใช้ ตัวเลือกของขวัญหลัก XNUMX แบบมีรายละเอียดด้านล่าง ตัวเลือกเหล่านี้หากวางแผนไว้อย่างเหมาะสมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สามารถลดภาระภาษีมรดกได้อย่างมาก

 

Dixcart แนะนำให้บันทึกของขวัญทั้งหมดที่ทำไว้กับพินัยกรรม

 

แจกเงินทุกปี – ในแต่ละปี บุคคลสามารถมอบเงินได้ถึง 3,000 ปอนด์ ของขวัญนี้สามารถให้ใครก็ได้หรือแบ่งให้คนจำนวนเท่าใดก็ได้


ของขวัญแต่งงาน – พ่อแม่แต่ละคนสามารถมอบของขวัญแต่งงานให้กับลูกๆ ได้ถึง 5,000 ปอนด์ ค่าของขวัญนี้จะต้องทำก่อนพิธี


ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไม่จำกัด – สามารถมอบของขวัญได้ไม่จำกัดจำนวนสูงสุด 250 ปอนด์ต่อชิ้นในปีภาษีใดๆ ก็ได้ ตราบเท่าที่มอบให้กับคนละคน


การบริจาคเพื่อการกุศล – ของขวัญเพื่อการกุศลไม่ต้องเสียภาษีมรดก หากมีการบริจาคอย่างน้อยหนึ่งในสิบของความมั่งคั่งสุทธิ (คำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินเมื่อเสียชีวิต) รัฐบาลมีดุลยพินิจที่จะลดอัตราภาษีมรดกของบุคคลจาก 40% เป็น 36%


สมทบทุนค่าครองชีพ – เงินที่ใช้อุปการะผู้สูงอายุ อดีตคู่สมรส และ/หรือบุตรที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือในการศึกษาเต็มเวลา ไม่ถือว่าอยู่ในมรดกของผู้ตายเมื่อเสียชีวิต ไม่ว่าจะจ่ายเป็นจำนวนเท่าใด


การจ่ายเงินจากรายได้ส่วนเกิน – บุคคลที่มีรายได้ส่วนเกินไม่ควรเพิกเฉยต่อโอกาสที่ให้ไว้ในบทบัญญัตินี้ หากตรงตามเกณฑ์ตามรายละเอียดด้านล่าง ระยะเวลาเจ็ดปีจะไม่เกี่ยวข้อง :


มันถูกสร้างขึ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายตามปกติของผู้โอน และ

ผู้โอนมีรายได้เพียงพอที่จะรักษามาตรฐานการครองชีพตามปกติโดยคำนึงถึงการโอนรายได้ทั้งหมดที่เป็นส่วนหนึ่งของรายจ่ายตามปกติของเขา


ภาษีมรดกของสหราชอาณาจักรนำไปใช้กับผู้เสียภาษีที่ไม่ใช่ของสหราชอาณาจักรหรือไม่?


กฎการรับมรดกของสหราชอาณาจักรจะแตกต่างกันไปตามภูมิลำเนาของบุคคล แนวคิดเรื่องภูมิลำเนาอยู่บนพื้นฐานของชุดกฎหมายที่ซับซ้อน (นอกขอบเขตของหมายเหตุนี้) อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมโดยกว้าง บุคคลมีภูมิลำเนาที่พวกเขาคิดว่าตนเองถูกตั้งรกรากอย่างไม่มีกำหนดและ "อยู่ที่บ้าน" อาจมีหนี้สินภาษีที่ดินหรือมรดกในเขตอำนาจศาลอื่นๆ ดังนั้น ควรใช้คำแนะนำในท้องถิ่นในเขตอำนาจศาลใดๆ ที่อาจมีการเรียกเก็บภาษี

 

สำหรับวัตถุประสงค์ด้าน IHT ของสหราชอาณาจักร มีภูมิลำเนาอยู่สามประเภท : 

 

ภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักร – ทรัพย์สินทั่วโลกของบุคคลนั้นจะต้องเสียภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้พำนักในสหราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม


ภูมิลำเนานอกสหราชอาณาจักร (“non-dom”) – ทรัพย์สินของบุคคลนี้ ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร จะต้องเสียภาษีมรดกของสหราชอาณาจักรไม่ว่าบุคคลนั้นจะพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม


ถือว่ามีภูมิลำเนาในอังกฤษ – ซึ่งบุคคลธรรมดาไม่ใช่โดม แต่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร 15 ปีจาก 20 ปีภาษีก่อนหน้า (ก่อนที่จะเสียชีวิต) ตามกฎภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร เขาถือเป็นภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักร และทรัพย์สินทั่วโลกของเขาจะต้องเสียภาษีมรดกเมื่อเสียชีวิต กฎจะแตกต่างกันเล็กน้อยหากบุคคลนั้นปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้แต่ไม่ได้พำนักอยู่อีกต่อไปในวันที่เสียชีวิต แม้ว่า IHT อาจยังคงถูกเรียกเก็บเงินในกรณีนี้


เมื่อบุคคลย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทั้งหมดของการย้ายและชีวิตใหม่ที่นำมาใช้ในสหราชอาณาจักร อาจมีข้อโต้แย้งว่าบุคคลนั้นได้กลายเป็นภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักรทันที แม้ว่าจะไม่ใช่สถานการณ์นี้ แต่เมื่อบุคคลอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรเป็นเวลา 15 ปีแล้ว จะถือว่าบุคคลนั้นมีภูมิลำเนาสำหรับภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร

 

ตามปกติแล้ว ชุดกฎหมายที่ซับซ้อนจะได้รับการพิจารณาอย่างดีที่สุดผ่านตัวอย่างที่อธิบายได้ดีที่สุด

 

โอกาสในการวางแผนภาษีสำหรับผู้เสียภาษีนอกสหราชอาณาจักร

ทอมเป็นพลเมืองออสเตรเลีย เขาเกิดในออสเตรเลียและเคยอาศัยและทำงานที่นั่นมาโดยตลอด เขาเป็นคนนอกสหราชอาณาจักรและมีมูลค่าสุทธิ 5 ล้านปอนด์ เขาหย่ากับลูกหนึ่งคนอายุ 19 ปี

 

แฮร์รี่ ลูกของทอมเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร และทอมทราบดีว่าอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักรมีผลตอบแทนที่ดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

ทอมซื้ออสังหาริมทรัพย์ในชื่อเดียวของเขา ไม่ต้องจำนอง ใกล้กับมหาวิทยาลัยของลูกชายของเขาในสหราชอาณาจักรด้วยเงิน 500,000 ปอนด์ เพื่อให้ลูกของเขาอาศัยอยู่ในขณะที่เรียนอยู่ที่สหราชอาณาจักร

 



โอกาสในการวางแผน 1 :  กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน


แม้ว่า Tom จะไม่ใช่ผู้มีถิ่นที่อยู่ผู้เสียภาษีของสหราชอาณาจักรและไม่ใช่คนพำนัก ทรัพย์สินใดๆ ที่เขามีในชื่อของเขาเองที่ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักรจะต้องเสียภาษีมรดกของสหราชอาณาจักรเมื่อเสียชีวิต หากทอมเสียชีวิตขณะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน โดยทิ้งมรดกทั้งหมดให้แฮร์รี่ จะต้องเสียภาษี 70,000 ปอนด์สำหรับการเสียชีวิตของเขา นี่คือ 40% ของมูลค่าทรัพย์สินที่สูงกว่าช่วงอัตรา 325,000 ปอนด์โดยถือว่า Tom ไม่มีทรัพย์สินอื่นในสหราชอาณาจักร

 

ทอมอาจพิจารณาซื้อทรัพย์สินร่วมกันในนามของเขาและลูกชายของเขา ถ้าเขาทำอย่างนั้น; เมื่อเสียชีวิต มูลค่าทรัพย์สินในอังกฤษของเขาจะเท่ากับ 250,000 ปอนด์ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ช่วงอัตราที่ไม่มีศูนย์ ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร



โอกาสการวางแผน 2 :  การโอนเงิน


ทอมใกล้จะเกษียณอายุแล้วและตัดสินใจย้ายไปอยู่อังกฤษเพื่ออยู่กับลูก ซึ่งตั้งรกรากอยู่ที่สหราชอาณาจักรหลังจากจบมหาวิทยาลัย เขาขายบ้านในออสเตรเลียแต่เก็บบัญชีธนาคารในออสเตรเลียและการลงทุนอื่นๆ ไว้ เขาส่งเงิน 1 ล้านปอนด์ไปยังบัญชีธนาคารในสหราชอาณาจักรที่เพิ่งเปิดใหม่ก่อนที่จะย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักรเพื่อใช้ชีวิตในอังกฤษเพียงครั้งเดียว

 

ทอมควรส่งเงินเหล่านี้ไปยังเขตอำนาจศาลที่เป็นกลางทางภาษี เช่น เกิร์นซีย์หรือไอล์ออฟแมน หากทอมเสียชีวิตก่อนที่จะมีภูมิลำเนาเพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร เงินเหล่านี้จะอยู่นอกภาษีมรดก


ด้วยการจัดโครงสร้างบัญชีอย่างถูกต้อง ทอมสามารถนำเงินทุนมาที่สหราชอาณาจักรเท่านั้น และด้วยเหตุนี้จึงหลีกเลี่ยงภาระผูกพันใดๆ ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ โปรดติดต่อ Dixcart เพื่อขอคำแนะนำในหัวข้อนี้ ก่อนย้ายไปสหราชอาณาจักร


โอกาสการวางแผน 3 : การใช้ความน่าเชื่อถือ


ทอมเสียชีวิตโดยอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรเป็นเวลา 25 ปีหลังจากเกษียณอายุ เขาทิ้งทรัพย์สินทั้งหมดของเขาให้ลูกชายของเขา เนื่องจากทอมมีภูมิลำเนาเมื่อถึงแก่ความตาย ที่ดินทั้งหมดทั่วโลกของเขา ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร จะต้องเสียภาษีมรดกของสหราชอาณาจักรที่ 40% ยกเว้นอัตราที่ไม่มีศูนย์ในขณะที่เขาเสียชีวิต หากทรัพย์สินของเขายังคงมีมูลค่า 5 ล้านปอนด์ ภาษีมรดกที่ต้องชำระจะอยู่ที่ 1.87 ล้านปอนด์ตามอัตราปัจจุบันและอัตราที่ไม่มีศูนย์

 

ก่อนที่ Tom จะถือว่ามีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักร เขาสามารถชำระทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของสหราชอาณาจักรที่เขายังมีอยู่ในทรัสต์เพื่อการพำนักนอกสหราชอาณาจักรตามอำเภอใจ (ตามธรรมเนียมในเขตอำนาจศาลที่เป็นกลางด้านภาษี) สิ่งนี้จะวางทรัพย์สินเหล่านั้นไว้นอกอสังหาริมทรัพย์ของสหราชอาณาจักรเพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาษีมรดกของสหราชอาณาจักร หลังจากทอมเสียชีวิต ผู้ดูแลทรัพย์สินสามารถแจกจ่ายทรัพย์สินทรัสต์ให้กับแฮร์รี่ บรรลุผลเช่นเดียวกับพินัยกรรม แต่ส่งต่อทรัพย์สินที่ปราศจากหนี้สินภาษีมรดก


โอกาสการวางแผน 4 : การกระจายสินทรัพย์จากกองทรัสต์


หลังการเสียชีวิตของทอม ลูกชายของเขาตัดสินใจออกจากสหราชอาณาจักรเพื่อไปนิวซีแลนด์ โดยอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรมา 30 ปีแล้ว เขาขายทรัพย์สินและทรัพย์สินอื่นๆ ทั้งหมดของเขา และนำเงินที่ได้ไปฝากไว้ในบัญชีธนาคารของนิวซีแลนด์ เขาเสียชีวิตภายในหนึ่งปีหลังจากย้ายไปนิวซีแลนด์

 

เนื่องจากแฮร์รี่ออกจากสหราชอาณาจักรเพียงหนึ่งปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาจะยังคงพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรมานานกว่า 15 ปีจาก 20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นเขาจะยังคงได้รับการพิจารณาให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในอังกฤษเมื่อถึงแก่กรรม และอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของเขาจะต้องเสียภาษีมรดกของสหราชอาณาจักรที่ 40% แม้ว่าเขาจะไม่มีทรัพย์สินในสหราชอาณาจักรจากการเสียชีวิตของเขาก็ตาม

 

แทนที่จะให้ผู้ดูแลทรัพย์สินแจกจ่ายทรัพย์สินให้แฮร์รี่เมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต อาจเป็นการรอบคอบสำหรับผู้ดูแลทรัพย์สินที่จะแจกจ่ายทรัพย์สินตามที่แฮร์รี่ต้องการในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น นี่หมายความว่าที่ดินทั้งหมดจะไม่อยู่ในชื่อของเขาเมื่อเขาเสียชีวิตและไม่ต้องเสียภาษีมรดกในสหราชอาณาจักร ทรัพย์สินจะยังคงอยู่ในความไว้วางใจและพร้อมใช้งานสำหรับคนรุ่นอนาคตของครอบครัว ควรใช้คำแนะนำในการแจกจ่ายจากทรัสต์เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้มีประสิทธิภาพทางภาษีมากที่สุด


สรุปและข้อมูลเพิ่มเติม


ภาษีมรดกของสหราชอาณาจักรเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ควรพิจารณาอย่างรอบคอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการที่ดีที่สุดในการจัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินของสหราชอาณาจักร

 

เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งผู้เสียภาษีในสหราชอาณาจักรและนอกสหราชอาณาจักรที่จะรับคำแนะนำโดยเร็วที่สุด และควรตรวจสอบสิ่งนี้เป็นประจำเพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายและ/หรือสถานการณ์ในครอบครัวได้ สามารถวางขั้นตอนการวางแผนภาษีที่สำคัญได้หลายขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้พำนักภาษีที่ไม่ใช่ของสหราชอาณาจักร

 


https://www.dixcart.com/th/uk



การรับบุตรบุญธรรม

 การรับบุตรบุญธรรม

 



 

การรับบุตรบุญธรรม

 

ชาวบริติชที่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักร ซึ่งประสงค์จะรับเด็กไทยหรือบุคคลสัญชาติไทยเป็นบุตรบุญธรรม (ไม่ว่าจะเป็นเด็กจากบ้านเด็กกำพร้า หรือเด็กที่เป็นลูกติดของคู่สมรสตนเอง หรือเด็กที่เป็นหลานของคู่สมรสตนเอง) ควรยื่นคำขอต่อ Department for Education (สำหรับ Great Britain) หรือ Department of Health (สำหรับ Northern Ireland) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรับเด็กต่างชาติเป็นบุตรบุญธรรม และจะส่งเรื่องไปที่ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 

สิทธิและหน้าที่ของบุตรบุญธรรม

 

บุตรบุญธรรมที่ได้มีการจดทะเบียนโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว มีสิทธิและหน้าที่ต่อบิดามารดาบุญธรรมดังนี้ คือ

1.    มีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาบุญธรรม คือ มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ส่งเสียให้ได้รับการศึกษา มีสิทธิได้ใช้นามสกุลของบิดามารดาบุญธรรม และมีสิทธิได้รับมรดกเหมือนบุตรชอบด้วยกฎหมาย

2.    มีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาบุญธรรม ทำนองเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมาย

 

สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาบุญธรรม

1.    บิดามารดาบุญธรรมมีสิทธิใช้อำนาจปกครองกับบุตรบุญธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับบิดามารดากับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นบุตรบุญธรรมจึงต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาบุญธรรม คือ มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรบุญธรรม ทำโทษบุตรบุญธรรมตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน เป็นต้น

2.    บิดามารดาบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม แต่สามารถรับมรดกในฐานะเป็นผู้รับพินัยกรรมแทน

3.    บิดามารดาบุญธรรมมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมทำนองเดียวกับบิดามารดาซึ่งมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยชอบกฎหมาย

 

 


คุณสมบัติของผู้ขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม

 

·        ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ และแก่กว่าผู้เป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี

 

·        ผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ ต้องให้ความยินยอมด้วย

 

·        กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์นั้นถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็ก ให้ขอความยินยอมจากผู้มีอำนาจในสถานสงเคราะห์เด็กนั้นแทน

 

·        กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรมและผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมสามารถขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมที่อำเภอที่ตนมีภูมิลำเนาได้เลย ทั้งนี้ ไม่มีการจำกัดอายุของผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม

 

·        ถ้าผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้เป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ต้องให้คู่สมรสไปให้ความยินยอม

หากเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น

หากผู้ขอรับเป็นชาวต่างชาติจะต้องมีคู่สมรส ยกเว้นผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้มีสัญชาติไทย

ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมายของประเทศที่ผู้ขอรับมีภูมิลำเนาอยู่

การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมายไทยแล้วเท่านั้น

 

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม

 

ก. ฝ่ายผู้ขอรับเด็ก

 

ผู้ขอรับเด็กต้องติดต่อส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม หรือหน่วยงานที่รัฐบาลประเทศนั้นมอบหมาย หรือองค์การเอกชนที่รัฐบาลของประเทศนั้นอนุญาตให้ดำเนินการเรื่องบุตรบุญธรรม เพื่อจัดหาเอกสารต่างๆ ดังนี้

 

รายงานการศึกษา ภาพครอบครัวของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม

หนังสือรับรองความเหมาะสมที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม

หนังสือรับรองว่าจะทำการควบคุมการทดลองเลี้ยงดูและส่งรายงานผลการทดลองเลี้ยงดูมาให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนไม่เกินสองเดือนต่อครั้งเป็นระยะเวลาหกเดือน

แบบคำขอรับบุตรบุญธรรม (Application Form)

เอกสารรับรองสุขภาพของผู้ขอรับเด็กจากแพทย์

เอกสารรับรองการสมรส

ทะเบียนหย่า (กรณีได้เคยสมรสมาก่อน)

เอกสารรับรองอาชีพและรายได้

เอกสารรับรองการเงิน

เอกสารรับรองทรัพย์สิน

เอกสารรับรองจากผู้อ้างอิง 2 คน

รูปถ่ายขนาด 4.5 X 6 ซ.ม. คนละ 4 รูป

เอกสารการตรวจคนเข้าเมืองที่ประเทศนั้นรับรองการอนุญาตให้เด็กเข้าประเทศได้

กรณีติดต่อผ่านองค์การสวัสดิภาพเด็กเอกชนจะต้องมีสำเนาในอนุญาตขององค์กร และหนังสือจากหน่วยงานรัฐบาลซึ่งรับรององค์กรนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้

เอกสารทุกฉบับดังกล่าวข้างต้นจะต้องได้รับการรับรองโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศที่ผู้ขอรับเด็กอยู่หรือจัดส่งผ่านช่องทางทางการทูต

 

ข. ฝ่ายที่จะยกเด็กให้

 

บัตรประจำตัวประชาชนของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง

ทะเบียนบ้าน

ทะเบียนสมรส

ทะเบียนหย่า หรือคำสั่งศาล

หนังสือรับรองจากสำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอตามแบบ ปค.14 รับรองว่าบิดามารดาเด็กมิได้จดทะเบียนสมรสกัน บิดาเด็กไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรและได้เลิกร้างกันไปเป็นเวลานานกี่ปีด้วย

หนังสือแสดงความยินยอมของผู้มีอำนาจให้ความยินยอม (แบบ บธ.5)

บันทึกสอบปากคำตามแบบ ปค.14

รูปถ่ายขนาด 4.5 X 6 ซ.ม. ของบิดามารดาเด็กคนละ 1 รูป

เอกสารอื่น ๆ (ถ้ามีหรือจำเป็นต้องขอเพิ่ม)

ค. ฝ่ายเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม

 

สูติบัตรเด็ก

ทะเบียนบ้านเด็ก

รูปถ่ายเด็กขนาด 4.5 X 6 ซ.ม. 1 รูป

หนังสือแสดงความยินยอมของเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม (แบบ บธ.6)

เอกสารอื่น ๆ (ถ้ามีหรือจำเป็นขอเพิ่ม)

ขั้นตอนการดำเนินเรื่อง

 

·        เมื่อได้รับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ครบสมบูรณ์แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ (นักสังคมสงเคราะห์) จะพิจารณาว่าผู้ขอรับเด็กมีคุณสมบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าผู้ขอรับเด็กมีคุณสมบัติเหมาะสม มีฐานะความเป็นอยู่ดี มีอุปนิสัยดี ความประพฤติดี อาชีพรายได้ดี ฐานะของครอบครัวดี ตลอดจน สุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจสมบูรณ์เหมาะสมที่จะรับเด็กไปอุปการะเลี้ยงดูได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะประมวลรายละเอียดต่างๆ เสนอให้อธิบดีพิจารณาก่อนเสนอคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมพิจารณาอนุมัติคุณสมบัติผู้ขอรับเด็ก หากเป็นกรณีที่มอบเด็กให้กันเอง คณะกรรมการ ฯ จะพิจารณาเด็กควบคู่ไปในคราวเดียวกันด้วยเลย

 

·        กรณีที่ขอรับเด็กกำพร้าของกรมกิจการเด็กและเยาวชน  เมื่อคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมพิจารณาอนุมัติคุณสมบัติผู้ขอรับเด็กแล้วคณะกรรมการการคัดเลือกเด็กให้เป็นบุตรบุญธรรมจะพิจารณาคัดเลือกเด็กกำพร้าของกรม ฯ ให้แก่ผู้ขอรับตามบัญชีก่อนหลัง

 

·        กรมกิจการเด็กและเยาวชนจะแจ้งประวัติเด็กพร้อมรูปถ่ายให้ผู้ขอรับพิจารณาผ่านหน่วยงานที่ติดต่อเรื่องนี้มา

 

·        เมื่อผู้ขอรับแจ้งตอบรับเด็กให้กรมกิจการเด็กและเยาวชนทราบแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะเสนอให้คณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมพิจารณาอนุมัติให้ผู้ขอรับเด็กรับเด็กไปทดลองเลี้ยงดู โดยขออนุญาตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงและทรัพยากรมนุษย์ก่อนนำเด็กออกไปนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อทดลองเลี้ยงดู

 

·        เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงและทรัพยากรมนุษย์อนุญาต กรมกิจการเด็กและเยาวชน จะนัดหมายให้ผู้ขอรับเด็กมารับการสัมภาษณ์จากคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และรับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน โดยหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในต่างประเทศจะทำการควบคุมการทดลองเลี้ยงดูและส่งรายงานผลการทดลองเลี้ยงดูมาให้กรมกิจการเด็กและเยาวชน  2 เดือนต่อครั้ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน (กรณีลูกติดที่เดินทางมาอยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว ก็จะสามารถลดขั้นตอนนี้ได้บ้างตามสัดส่วนระยะเวลาการเลี้ยงในช่วงที่ผ่านมา)

 

·        เมื่อทดลองเลี้ยงดูมาครบ 6 เดือน และมีรายงานผลการทดลองเลี้ยงดูมาครบ 3 ครั้ง ซึ่งหากปรากฏว่าผลการทดลองเลี้ยงดูเป็นที่น่าพอใจ เด็กอยู่อาศัยกับครอบครัวผู้ขอรับอย่างมีความสุข พนักงานเจ้าหน้าที่จะสรุปรายงานเสนอคณะกรรมการ ฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ผู้ขอรับไปดำเนินการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายได้

 

·        ผู้ขอรับจะต้องไปดำเนินการขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่สถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยที่ผู้ขอรับเด็กมีภูมิลำเนาอยู่ โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนจะมีหนังสือขอความร่วมมือไปยังกระทรวงการต่างประเทศผ่านกระทรวงความมั่นคงและทรัพยากรมนุษย์ เพื่อแจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยทราบ พร้อมกันนี้ก็แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้กับผู้ขอรับเด็กได้ทราบพร้อมกันนั้นด้วยกรณีที่ผู้ขอรับเด็กอยู่ในประเทศไทย การจดทะเบียนสามารถดำเนินการได้ที่สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ ซึ่งเป็นการร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้เช่นเดียวกับการขอบุตรบุญธรรมไทย

 

·        กระทรวงการต่างประเทศจะส่งสำเนาภาพถ่ายเอกสารทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม (คร.14) จำนวน 1 ชุด มาให้กรมกิจการเด็กและเยาวชน เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าการดำเนินการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ขอรับเด็ก (แต่ละราย) ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ทุกประการ และสำหรับผู้ขอรับเด็กที่อยู่ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะขอสำเนาภาพถ่ายเอกสารทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม (คร.14) จำนวน 1 ชุด จากผู้ขอรับเด็กไว้เป็นหลักฐานแสดงว่าการดำเนินการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ผู้ขอรับเด็ก (แต่ละราย) ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเช่นกันนั้นด้วย

 

 

การเลิกรับบุตรบุญธรรม

การเลิกรับบุตรบุญธรรม มีได้ 3 ประการคือ

1.    การเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยความตกลง เกิดจากความตกลงของผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว จะตกลงกันเมื่อใดก็ได้ แต่จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว

2.    การเลิกเมื่อมีการสมรสกัน แม้ว่ากฎหมายจะห้ามผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรมก็ตาม แต่เนื่องจากบุคคลทั้งสองไม่ได้มีความผูกพันทางสายโลหิต การสมรสโดยฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าวจึงไม่เสื่อมเสียหรือเป็นโมฆะแต่อย่างใด การสมรสดังกล่าวมีผลเป็นการยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมตั้งแต่เวลาที่จดทะเบียนสมรสกัน โดยไม่ต้องจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมอีก

3.    การเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยคำสั่งศาล ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอเลิกรับบุตรบุญธรรม โดยมีมูลเหตุตามที่กฎหมายกำหนด

 

 


ติดต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

 

ประเทศไทย

 

ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (Child Adoption Centre)

 

ภายในสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี

 

กรมกิจการเด็กและเยาวชน

255 ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กทม. 10400

โทร. 02-306-8821

Fax 02-354-7511

e-mail:  adoption@dcy.go.th

 

เว็บไซต์ https://www.dcy.go.th/webnew/oppnews/index.php

 

องค์การสวัสดิภาพเด็ก

นอกจากการยื่นคำขอเด็กไทยเป็นบุตรบุญธรรมผ่านกรมกิจการเด็กและเยาวชน  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว ยังสามารถยื่นคำร้องผ่านองค์การสวัสดิภาพเด็กเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเพื่อให้มีการรับเด็กไทยเป็นบุตรบุญธรรมได้ ดังรายชื่อต่อไปนี้

 

สหทัยมูลนิธิ

850/33 ซอยปรีดีพนมยงค์ 36 ถนนสุขุมวิท 71

แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

โทร. (+66) 2 381 8834-6, (+66) 2 392 9397

อีเมล์: info@sahathai.org

 

มูลนิธิมิตรมวลเด็ก

25 ซอยรณชัย 2 ถนนเศรษฐศิริ กรุงเทพมหานคร 10400

โทร. (+66) 2 279 1058-9

โทรสาร (+66) 2 617-1995

อีเมล์: info@ffac-foundation.org

 

มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพัทยา

เลขที่ 384 หมู่6 ถนนสุขุมวิท กม.144

ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20150

โทร: (+66) 3842 3468, โทรสาร (+66) 3841 6425

อีเมล์: info@thepattayaorphanage.org

 

มูลนิธิสงเคราะห์เด็กสภากาชาดไทย

ตึกวชิราลงกรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10500

โทร. (+66) 2 256 4207 (+66) 2 256 4209

โทรสาร (+66) 2 256 4399

อีเมล์: trcch@redcross.or.th

 

 

 

สหราชอาณาจักร

 

 

Child Adoption

 

https://www.gov.uk/child-adoption/adopting-a-child-from-overseashttps://www.gov.uk/child-adoption/adopting-a-child-from-overseas

 

Department of Health (Northern Ireland)

 

เว็บไซต์ https://www.health-ni.gov.uk/topics/social-services/adoption

https://london.thaiembassy.org/th/page/86279-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1?menu=5d6636ce15e39c3bd0007315





แบบฟอร์มการแปลเอกสารราชการ

  แบบฟอร์มการแปลเอกสารราชการ ตัวอย่างแบบฟอร์มการแปลเอกสารราชการ สำหรับท่านที่ต้องนำเอกสารราชการของไทยไปติดต่อกับหน่วยงานของสหรัฐฯ และต้องแปล...